งานสะท้อนประสบการณ์ที่พบบ่อยในสายวิชาชีพ เช่น Nursing, Education และ Social Work ต่างจาก essay ทั่วไปตรงที่เน้น “ตัวคุณกับการเรียนรู้” รู้จักโมเดล Gibbs และวิธีเขียนให้ตรงเกณฑ์
Definition
ถึงจะดู “เป็นส่วนตัว” แต่ reflective writing ยังต้องมีโครงสร้างและการอ้างอิงทฤษฎีเช่นกัน การเขียนเพียง “ฉันรู้สึกว่า...” โดยไม่เชื่อมทฤษฎีหรือบทเรียน มักได้คะแนนต่ำ
ความท้าทายของ reflective writing คือการรักษาสมดุลระหว่าง “ความเป็นตัวเอง” กับ “ความเป็นวิชาการ” งานที่ดีที่สุดในสายนี้คืองานที่ออกมาจากประสบการณ์จริงของคุณเอง แต่อธิบายประสบการณ์นั้นด้วยภาษาทฤษฎีของสาขา เช่น พยาบาลไม่ได้เขียนเพียงว่า “ฉันรู้สึกกังวลตอนดูแลผู้ป่วย” แต่เขียนว่า “ความกังวลของฉันในครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง therapeutic communication ของ Peplau (1952) ซึ่งอธิบายว่าอารมณ์ของผู้ให้บริการส่งผลต่อสัมพันธภาพกับผู้ป่วย การได้ตระหนักเช่นนี้ทำให้ฉันเลือกใช้คำปลอบโยนอย่างมีสติมากขึ้น” ประโยคแบบนี้เชื่อมตัวตนกับทฤษฎีและแสดงการเรียนรู้ไปพร้อมกัน
อีกข้อที่นักศึกษาไทยมักพลาดคือการนำ “ประสบการณ์สมมติ” มาผูกกับโมเดล อาจารย์ที่เชี่ยวชาญจะแยกแยะได้ทันทีว่างานไหนเขียนจากเหตุการณ์จริง งานไหนแต่งขึ้นเพราะกลัวไม่มีเรื่องให้เขียน เมื่อจับได้ว่าผู้เขียน “รีไซเคิล” ประสบการณ์เดิมซ้ำ ๆ หรือเส้นเรื่องไม่สมเหตุสมผล คะแนนด้าน authenticity มักถูกลดลงทันที แน่นอนว่าประสบการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ต่อให้ดูเล็กน้อย เช่น การทำงานกลุ่มล้มเหลวครั้งหนึ่ง ก็เป็นวัตถุดิบชั้นดีของการเขียนสะท้อนได้เสมอ
Model
โมเดลที่นิยมสุดในมหาวิทยาลัยอังกฤษ แบ่งเป็น 6 ขั้น:
ความผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดในงาน reflective คือการ “เทน้ำหนัก” ไปที่ขั้น Description มากเกินไป เพราะนักศึกษาไม่กล้าเปิดใจวิเคราะห์ความรู้สึกของตัวเอง จึงอัดเหตุการณ์ยาวเหยียดเพื่อให้ครบจำนวนคำ แล้วใช้เวลากับขั้น Action plan เพียงหนึ่งประโยค ในทางกลับกัน งานที่ได้คะแนนสูงจะใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปกับขั้น Analysis และ Action plan ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมประสบการณ์กับทฤษฎีและแสดงถึงการเติบโตทางวิชาชีพ อย่าใช้คำว่า “ครั้งหน้าฉันจะทำดีกว่าเดิม” แบบคลุมเครือ แต่ควรระบุ “ฉันจะใช้เทคนิค SBAR ในการสื่อสารกับทีมการแพทย์ในสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งต่อไป” เพื่อให้ action plan ตรวจวัดได้จริง
การเขียน reflective เป็นทักษะที่ “ยิ่งฝึกยิ่งคล่อง” เช่นเดียวกับกล้ามเนื้อ ลองกำหนดเวลาเล็ก ๆ หลังเลิกเรียนหรือฝึกงานแต่ละครั้งเพื่อเขียนหนึ่งย่อหน้า ย้อนถามตัวเองว่าวันนี้มีอะไรที่ทำได้และไม่ได้ นานเข้า คุณจะมี “คลังประสบการณ์และบทเรียน” ที่พร้อมเอามาใช้ตอนเขียนงานจริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Schön (1983) ที่แยกว่า reflective-in-action คือการคิดขณะลงมือ และ reflective-on-action คือการทบทวนภายหลัง ทั้งสองอย่างคือหัวใจของนักปฏิบัติที่น่าเชื่อถือ
How to write
Checklist
ทีม Vanvaew ช่วยใช้โมเดลและเพิ่ม depth ให้ reflective writing ของคุณตรงตามเกณฑ์วิชา